ฉันได้เรียนรู้ว่า…

นานมาแล้ว ฉันมีสมุดอยู่หนึ่งเล่มที่ไว้จดบันทึกเรื่องราวต่างๆที่มันฝุดขึ้นมาระหว่างการดำเนินชีวิต
และฉันก็ไม่ได้เขียนอะไรใส่มันมานานแล้ว ไม่รู้เพราะการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป หรือความขี้เกียจขั้นเทพเข้าครอบงำ
วันนี้ฉันเจอมันอีกครา เลยลองเอาเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในความคิดมาแบ่งปัน มันอาจไม่ใช่ความคิดที่ถูก หรือ ผิด
เพราะมันก็แค่การเรียนรู้ชีวิตของคนๆหนึ่งเท่านั้นเอง ซึ่งอาจจะต้องเรียนรู้อีกมาก ว่าสิ่งที่เค้าเคยคิดครั้งหนึ่งนั้นมันถูกหรือไม่ 
เอามาสองสามเรื่องให้อ่านขำๆนะ บางเรื่องก้อออกแนวสกปรกหน่อย แต่มันก็คือเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆหละ
 
11/05/2003 (หมู่บ้านกะเหรี่ยงเมืองแพม ปางมะผ้า)
ฉันได้เรียนรู้ว่า ชีวิตคนเราก็เหมือนการเดินทางขึ้นภูเขา คือมีทั้งขาขึ้นและขาลง จะแตกต่างกันก็ตรงที่
ชีวิตขาลงนั้นไม่สบายเหมือนการเดินลงเขาเลย
 
07/09/2003 (ขณะเดินไปต้นสายรถเมล์สาย 23)
ฉันได้คิดว่า การเป็นพ่อแม่คนเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์
ตามธรรมดาของมนุษย์โลก การลงทุนอะไรก็แล้วแต่ย่อมหวังจะได้ผลตอบแทน กลับมาสู่ตัว
แต่คนที่เป็นพ่อแม่นั้นเป็นมนุษย์ที่ประหลาดนัก เพราะพวกเค้าเหล่านั้น สามารถลงทุนทุกอย่าง
เท่าที่สามารถจะหาได้ แก่ลูกๆ โดยที่ไม่รู้เลยว่าจะได้ผลตอบแทนอย่างไร
แต่ฉันว่าความจริงเค้าเหล่านั้น ไม่ได้หวังจะได้อะไรตอบแทน
นอกจากลูกๆสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ต่อไป
 
19/02/2004 
เมื่อวานก่อนคุยโทรศัพท์กับไอ้หมู (เพื่อนมัธยม) ได้พูดประโยคหนึ่งว่า
"แม้ว่าเราจะออก start ช้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ได้เข้าวินนะ"
มันผุดขึ้นมาในความคิดช่วงนั้นจริงๆ
 
..อย่ากลัวที่จะเริ่มต้นหละงคนอื่น แต่จนกลัวที่จะไม่ได้เข้าเส้นชัย
ขอแค่หาหนทางที่เข้าเส้นชัยที่สวยงามได้ ย่อมเป็นชัยชนะที่งดงามเสมอ"
 
14/06/2004 (เกิดอาการท้องผูก)
ระหว่างนั่งปลดทุกข์ ฉันก็คิดได้ว่า การชดใช้หนี้กรรมก็เหมือนกับการปลดทุกข์นะ
ถ้าเราได้ทำบ่อยๆ เราก็จะชินและไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรมากมาย แต่ถ้าเราไม่ค่อยได้ปลดทุกข์
จนเป็นนิสัย ก็จะเกิดอาการท้องผูก ร่างการดูดน้ำกลับ กากนั้นก็จะยิ่งใหญ่ขึ้น ที่นี้เวลาเราจะกำจัดมัน
ก็เป็นเรื่อง และที่นี้พอมันเริ่มปวดอีกคราวนี้หละมันจะสร้างความทุกข์ทรมานอย่างสุดซึ้ง บางครั้ง
ถึงกับเลือดตกยางออก กลัวไปต่างๆนาๆ เหมือนกับชีวิตที่ไม่เคยลำบากเพราะการชดใช้กรรม
พอสะสมไว้ก้อนใหญ่ๆ แล้วต้องมาเจอการชดใช้ครั้งใหญ่ของชีวิต มันก็สุดจะทานทนไง เจ็บไปทั่ว
บางครั้งรับไม่ได้ กลายเป็นมะเร็งในอารมณ์ ลุกลามใหญ่โต
เพราะฉะนั้นจงฝึกถ่ายให้เป็นนิสัย จะได้ท้องไมม่ผูก เลือดไม่ตกยางไม่ออก และอย่ากลัว
ที่จะต้องใช้กรรม หรือรู้สึกท้อแท้กับมัน เพราะมันดีกว่าที่จะหลงระเริงบุญ(ชีวิตสบายๆ) แล้วพอถึง
เวลาที่จะชดใช้กรรมก้อมานั่งเศร้า จนแพ้ภัยตัวเอง ค่อยๆผ่อนใช้และรีบสร้างบุญกันดีกว่า
จะได้เกิดเป็นเทวดาไม่ต้องถ่ายอีกต่อไป อิ…อิ

About multiverses

i am fine
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

12 Responses to ฉันได้เรียนรู้ว่า…

  1. tean says:

    เหมือนแอบอ่านไดอารีเลย อิอิเค้าเลิกเขียนไปนานแล้ว เขียนเฉพาะเวลาออกไปแบคแพคเท่านั้น เมื่อก่อนเค้าเขียนไดอารีบ่อย เพราะมีคนอ่าน พอไม่รู้ว่าจะเขียนให้ใครอ่านก็เลยไม่เขียน

  2. Strange Loop says:

    อันท้าย เรื่องถ่าย สัจจะนะนั่นก็อาศัยสเปซนะเป็นไดอารี่กลายๆๆ

  3. Puii says:

    ฮ่าๆอันสุดท้ายเจ๋งดี

  4. ATISA says:

    5555อ๊ากกกสสส์ ต้นบ้า.. กล้ามากมาย เอาเรื่องก้อนใหญ่ๆมาเล่าด้วย.. เอ่อเอ่อ.. ซูฮกเลย เพื่อนฉัน แรกๆไอ้เราก้อซึ้ง..เฮ้อ..

  5. Autit says:

    ไม่รู้เกี่ยวกับ Entry นี้หรือเปล่านะครับ แต่ อยากให้อ่าน สงสารลุงแกจริง ๆ คนสูงอายุสัก 50-60 ปี ผิวดำ ใส่กางเกงม่อฮ้อม เสื้อยืด เดินมาหาเรา นามว่า ลุงช้อง ( เสียดายผมไม่ได้ถ่ายรูปแกมา เนื่องจากแกอาย ) ต้อนรับเราด้วยน้ำเสียงเหน่อแบบชาวเล แบบเป็นกันเองเราจึงได้รู้ภูมิหลังของรีสอร์ทแห่งนี่ ว่าเพิ่งเปิดได้ไม่นานประมาณ 2-3 เดือน ด้วยความไฝ่ฝันของแกว่าอยากมีรีสอร์ทตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว เนื่องจากที่ดินบริเวณเป็นที่ดินกงสีของแม่ ซึ่งได้แบ่งทำการให้ลูก 8 คน ในส่วนเท่ากัน ๆ แกจึงมาเติมฝันของแกที่เป็นจริง โดยการเอาที่ดินไปเข้าธนาคารและนำมาทำรีสอร์ทที่แกชอบ โดยมีพี่สาวของแกซึ่งเปิดรีสอร์ทติดกันช่วยเหลือ ในด้านสถาปนิกผุ้ออกแบบในเวลา 1 ปี รีสอร์ทแกจึงเกือบสมบูรณ์ แต่ด้วยความที่แกเป็นชาวเลโดยกำเนิดความสะอาด รดน้ำสวน ) และด้วยเหตุนี่ แกจึงไม่มีการตลาดเข้ามาช่วยดูแล ยังผลให้รีสอร์ทแกไม่ค่อยมีกรุ้บทัวร์หรือคนรู้จักเลย ( มารู้ภายหลัง คนออกแบบสวนให้แก รู้สึกสงสาร จึงออกแบบเว็บให้แกซึ่งรายละเอียดก็ยังน้อยอยู่มาก ) http://www.boathousepran.com/แกมาดูสารทุกข์สุขดิบตลอดเวลา เหมือนเป็นญาติกัน นำหมึกแดดเดียว ที่แกทำไว้จากการออกเรือได้หมึกมาทอดมาให้กินโดยไม่คิดมูลค่า ซึ่งหาได้ยากจากคนทำธุรกิจนี่ ขาดเหลืออะไร แกกุลีกุจอทำให้หมด พอตกหัวค่ำที่ได้มีโอกาสนั่งคุยกับแกอย่างจริงจัง จึงได้รู้ว่าคนพักที่แกมีน้อยมาก อย่างอาทิตย์ที่ผ่านมา รีสอร์ทของแกมี 9 ห้อง ได้ว่างตลอดสัปดาห์ไม่มีคนมาพักเลย หรือแม้กระทั่งเสาร์ อาทิตย์ก็ตาม ทั้งๆ ที่เมื่อเทียบกับรีสอทข้างเคียงผมว่าห้องพักแกไม่เป็นรอง เมื่อเทียบกับระดับราคา เรตห้องพักแล้ว ยิ่งไปกันใหญ่ ซึ่งถ้าถามผมขอบอกว่าถูกมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่ๆได้รับจากชาวประมงใจดีคนนึง ซึ่งหาไม่ได้ในชีวิตเมืองหลวงแต่สิ่งลุงช้องแกกังวลใจนี่ คือ รายได้แกไม่พอในการผ่อนธนาคาร เนื่องจากลูกค้ามาพักน้อย วันธรรมดา แทบไม่มี ศุกร์ เสาร์ก็น้อย เพราะแกไม่มีการตลาดเลย แกใช้ความเป็นลูกทุ่งของแก คือการเฝ้าคอย ลูกค้าขับรถผ่านหน้ารีสอร์ทแก และแวะเวียนมาถาม แกถึงจะได้ลูกค้า ผมกับแฟนเห็นแล้วอดเห็นใจไม่ได้ จึงรับปากแกว่ากลับมา จะมาโพสต์ในเน็ท ในทุกเว็บที่เรารู้จักให้ลุงแกสามารถที่จะทำความฝันแกต่อไปได้ ภายในห้องพัก ตกแต่งสวยงามมาก วัสดุอุปกรณ์ แต่ละอย่างแกใช้ของอย่างดี ยังคิดอยู่ว่าแกเอา….กำไรมาจากไหน…..http://autit-p.spaces.live.com/blog/cns!55239269EEE18682!819.entry

  6. Piyapong says:

    ชดใช้หนี้กรรมหรอครับงั้นผมบาปหนารึเปล่าท้องเสียเป็นประจำเลย T_T

  7. hud says:

    แปลกดีนะ เอียว เขียนไดอารี่ให้คนอื่นอ่าน …ทุกวันนี้พี่ก็ยังเขียนไดอารี่อย่างเสม่ำเสมอ อาจไม่ต้องทุกวัน แต่ก็พยายามให้ไม่หายไปนานๆเวลาเดินทาง เคยเอาไดอารี่ไป แต่ว่าหลังๆก็ไม่ได้เอาไป ไม่ได้มีเวลามานั่งเขียนสักที แต่ก็ต้องเอาสมุด note เล็กๆติดตัวไปเสมอ เผื่อมีอะไรผุดขึ้นในใจ และก็เหมือนเตรียมไปโดยนิสัย…ปกติ ก็ปลดทุกข์ในใจทุกวัน แต่ ปลดทุกข์(ขี้) ไม่ค่อยได้ทุกวัน ปกติจะท้องผูก กินยาถ่ายจนชินซะแล้ว แย่จัง…เวลามีเรื่องทุกข์ เดี๋ยวนี้จะมองมันด้วยความเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องปกติ เป็นธรรมดาไปแล้ว เลยไม่ค่อยทุกข์มากเท่าไร มีปัญหาก็แก้กันไป ยังแก้ไม่ได้ก็ดองๆ เอาไว้เดี๋ยวเวลาก็จะคลี่คลายมันเอง….และคงเป็นธรรมดาเหมือนกันกับขาลงของชีวิต…ลูกเหี้ยๆบางคนน่าจะได้คิดได้ว่า มึงจะทำให้พ่อแม่ทุกข์ใจไปทำไม…บางทีกางเกงในก็เข้าวินได้เหมือนกัน ต้องแงะออก

  8. ต้นตอก่อเรื่อง says:

    ดีจังที่ได้จดความคิดชั่วแล่นพวกนี้ไว้ ไม่งันก็คงหายไปอย่างไร้่ร่องรอย เราพยายามเขียนไดอารีมาหลายครั้ง แต่ไม่เคยอยู่ยั้งยืนยงสักคราว จะมีก็กรณีสเปซนี่แหละที่เขียนได้เป็นเรื่องเป็นราวมาเกือบสองปี

  9. Vanilla says:

    คุณพี่ฮัทนี่เล่นมุกได้ตลอดจิงๆนะ ^^บันทึกแต่ละเล่มถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบที่แตกต่างเสมอ

  10. Miss Sally says:

    อยากอ่านเอนทรี่นี้ แต่ตอนนี้เหม็นตัวเอง ติดไว้ก่อนแล้วกันเนอะ ^^

  11. กานดา says:

    สมมติว่าไปเกิดเป็นเทวดาแล้วเราจะมี สเปซให้เล่น มีเอ็มให้ออน มีบอลให้นอนดู มีปูให้เรากิน มีสนามหญ้าจริงให้เราเตะบอลป่ะ อยากรู้อ่ะ

  12. Le temps says:

    07/09/2003 (ขณะเดินไปต้นสายรถเมล์สาย 23 >>>>> ชอบข้อนี้มากเลย ^ ^ คิดถึงพ่อกับแม่เลยค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s