อ่านแล้ว…โดนใจเต็มๆ

อยู่อย่างไร? เมื่อเกิดวิกฤตศรัทธาในตัวเจ้านาย

โดย ถนอมจิต คงจิตต์งาม
25 พฤศจิกายน 2549 11:37 น

1 วันมี 24 ชั่วโมง…แต่สำหรับมนุษย์เงินเดือน ต้องบอกว่า เกือบ 24 ชั่วโมงนั้นยกให้ที่ทำงาน ยิ่งถ้านับเวลาเดินทางเข้าไปด้วย ต้องใช้เวลาอยู่กับที่ทำงานมากกว่าครอบครัวเสียอีก ถึงจะเป็นมนุษย์ที่ขี้เกียจเป็นที่สุด แต่เช้าขึ้นมาก็ต้องตะเกียกตะกายออกไปทำงาน เพราะขืนไปไม่ทันเดี๋ยวโดนไล่ออกได้ บางคนพ่อแม่จะตายยังต้องภาวนาให้ประวิงเวลาสิ้นลมไว้ก่อน เพราะยังทำงานให้บริษัทไม่เสร็จ

คนที่โชคดีที่สุดในยุคนี้คือ ได้อยู่ในที่ทำงานที่แวดล้อมด้วยตัวการงานที่พอใจ มีเพื่อนร่วมงานที่ดี มีเจ้านายที่มีคุณสมบัติให้ลูกน้องรักใคร่ศรัทธา คืออยู่ในที่ทำงานแล้วมีความสุข

ในที่ทำงาน "เจ้านาย"เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรามาอยากทำงานหรือไม่ เพราะเป็นผู้มีอิทธิพลที่ดลบันดาลให้สถานที่ทำงานอันใหญ่โตหรูหรากลายเป็นโรงงานนรกและสามารถแปรเปลี่ยนลูกน้องให้มีสภาพเป็นทาสได้ภายในพริบตา ดิฉันได้ฟังเรื่องราวประเภทลูกน้องนินทานายมาโดยตลอด เป็นการพาดพิงแบบครบรส มีทั้งชื่นชม ชิงชัง ออกแนวขบขัน ผสมขมขื่น มากน้อยต่างกันไปตามแต่ละองค์กร

น้องๆ ในแวดวงสื่อมวลชนแอบนินทาหัวหน้าข่าว ว่าไม่เคยสั่งงาน ไม่เคยอ่านข่าวฉบับอื่น มาสายเป็นประจำ ไม่เคยรู้เลยว่าชาวบ้านเขาไปถึงไหนกันแล้ว ไม่เคยช่วยพัฒนาทั้งงานเขียน ทั้งตัวนักข่าว ไม่เคยสนใจว่าคนที่อยู่ในพื้นที่เดือดร้อนเพราะการเขียนข่าวแบบเอามันส์ของหัวหน้า

เพื่อน ๆ พี่ ในแวดวงข้าราชการสุดเซ็งกับเจ้านายที่ได้ตำแหน่งมา เพราะมีคุณสมบัติแค่อาวุโส เข้าทำนอง แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน อยู่ในวังวนของความเฉื่อยชา เชื่องช้า แล้วเรียกตัวเองว่าเป็นคนสุขุม ไปประชุมที่ไหน ลูกน้องแทบจะเอาปี๊บคลุมหัว อับอายวิสัยทัศน์แต่ละอย่างที่เอ่ยเอื้อนออกมา นั่งเป็นหลับ ขยับเป็นกิน

ส่วนความยุติธรรมไม่ต้องพูดถึง เกิดมาไม่เคยรู้จัก รู้แต่รักใคร ชอบใคร ดีจริงหรือไม่ ไม่สำคัญ เลื่อนขั้นให้ไว้ก่อน

ส่วนพวกภาคเอกชนก็ยอมน้อยหน้า เอาแต่ดัชนีเคพีไอขึ้นสมอง คิดแต่ตัวเลขขาดทุน กำไร มองเห็นคนเป็นแค่เครื่องจักรปั๊มเงิน ไม่เคยเรียนรู้คำอื่นนอกจากการตั้งคำถามไล่บี้ลูกน้องว่าทำไม ทำไม แต่ไม่เคยถามตัวเองด้วยคำถามเดียวกัน ออกกฎกติกามารยาทนับร้อย นับพันข้อให้ปฎิบัติ ราวกับอยู่กันในยุคที่มนุษย์ยังใช้หัวคิดเองไม่เป็น มาสายเพราะน้ำท่วมซอย กินข้าวเที่ยงกลับช้าไม่กี่นาทีถูกตัดเงิน แต่พอถึงปีบอกโบนัสคิดไม่ทัน ส่วนเงินเดือนเศรษฐกิจไม่ดีปีนี้ให้รอก่อน บริษัทจน ผู้บริหารรวยเอา รวยเอา ถอยป้ายแดงเป็นว่าเล่น ลูกน้องบริษัทประเภทนี้ เลยมีบุคลิกเหมือนกันคือต้องแลบลิ้นเลียปาก อาศัยน้ำลายช่วยป้องกันเหงือกแห้ง ปากแห้ง

ในบรรดาประเภทที่ว่ามา มนุษย์เงินเดือนสรุปกันว่ายังไม่ร้ายเท่ากับ เจ้านายที่เห็นลูกน้องเป็นคู่แข่งของตัวเอง

สมัยโบราณ เมื่อมีการทำศึก แม่ทัพก็ต้องมีขุนพลคู่ใจที่เชี่ยวชาญด้านต่างๆ คือต้องเก่งกาจชนิดหาจับยาก รบร้อยครั้งถึงจะชนะร้อยครั้ง รู้ว่ามีนักปราชญ์ราชบัณฑิต คนดี มีปัญญาอยู่ที่ไหน จะต้องส่งเทียบเชิญมาไว้เป็นที่ปรึกษา จะได้ไม่ต้องไปตั้งต้นเรียนด้วยตนเองทุกเรื่อง แค่รู้จักใช้คนให้เป็นก็เพียงพอแล้ว

โลกเปลี่ยนไป วิธีคิดของคนกับผู้ใต้บังคับบัญชาก็เปลี่ยนไปด้วย ให้สังเกตดูว่า เจ้านายสมัยนี้ มีหน้าที่หลักอยู่ 2 อย่างคือคอยจับผิด กับคอยโยนความผิดให้ลูกน้อง มีลูกน้องเก่งๆ ระดับดอกเตอร์ชั้นหัวกะทิกลับกลัวจะดังกว่า คอยนั่งจับผิด ไปไหนทำอะไร ขอดูตารางเวลาให้ละเอียด จะพูดอะไรที่ไหนห้ามเด็ดขาด กลัวพูดแล้วดีกว่า เดี๋ยวเข้าตากรรมการมากกว่า แทนที่จะเรียนรู้วิธีสร้างต้นรักให้ลูกน้องจงรักภักดี ยอมเอาความรู้ที่มีมาทำงานให้ตัวเอง มัวแต่เอาเวลาไปคอยจับผิด เข้าทำนองเห็นลูกน้องนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ ส่งเอ็มเอสเอ็น ก็หาว่าอู้งาน แทนที่จะคิดว่าเขาฉลาดรู้จักเรียนรู้โลกภายนอก รู้จักใช้การสื่อสารที่ประหยัดเงิน ประหยัดเวลา แทนที่จะคิดทางบวกจะใช้เขาให้เหมาะกับงานอย่างไร กลับใช้อำนาจวาสนาบารมีคอยเหยียบย่ำทำลายให้ย่อยยับ

ในชีวิตแต่ละคนล้วนต้องมีลูกน้องทั้งนั้น จะเป็นยาม เป็นภารโรงก็ยังต้องมีผู้ช่วยในสังกัดซึ่งคือลูกน้อง การเป็นเจ้านายให้เป็นจึงต้องอาศัยทั้งศาสตร์คือ ความเชี่ยวชาญในสิ่งที่ตนเองเป็นเพื่อให้ลูกน้องยอมรับในความรู้ และมีศิลปะในการผูกใจลูกน้อง"นกไม่มีขน คนไม่มีเพื่อน ขึ้นสู่ที่สูงไม่ได้" ฉันใดก็ฉันนั้น ผู้บริหารที่จะประสบความสำเร็จต้องมีทีมงานเบื้องหลังที่เป็นกระบี่มือหนึ่งในแต่ละสาขา ถึงจะทำอะไรได้สำเร็จ

ใจต้องซื้อด้วยใจ ใจต้องแลกด้วยใจเท่านั้น เงินทอง เกียรติยศ ชื่อเสียงที่หาให้นั้น ได้มาก็ดี แต่ดีที่สุดคือต้องให้ได้ใจ

ดิฉันโชคดีได้ทำงานใกล้ชิด คนที่มีวุฒิภาวะเพียงพอ เลยมีโอกาสได้เห็นตัวอย่างดีดี ได้วิธีคิดที่ไม่มีสอนในตำรามากมาย เช่น เมื่อมีข้อผิดพลาดในองค์กร คนแรกที่ต้องผิดคือเจ้านาย ถ้าเป็นภาคเอกชน ภาคธุรกิจ เจ้าของคือคนแรกที่ผิด แค่ลูกน้องพูดไม่ดีกับลูกค้า เจ้าของก็ผิดแล้ว คือผิดที่ไม่รู้จักสั่งสอนเด็ก

ระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง เจ้านายต้องเป็นฝ่ายผิดเสมอ ต้องคิดแบบเจ้าของ ไม่ใช่ลูกน้องทำผิดก็กล่าวหาว่าเป็นเพราะเรียนน้อย ด้อยสติปัญญา ต้องจับดองไว้ใต้ถุนแผนก หน้าที่ของเจ้านายคือช่วยอำนวยความสะดวกในทุกวิถีทางให้ลูกน้องทำงานได้สำเร็จ ติดขัดตรงไหนต้องช่วยจัดการ ไม่ใช่มองข้อเสนอของลูกน้องเป็นข้อกล่าวหา แทนที่จะมองเป็นการแสดงความเห็น กลับกลายเป็นมองว่าพูดเพื่อเรียกร้อง

คำสามคำที่ดิฉันจำแม่น และถูกฝังหัวมาตลอดให้ปฎิบัติกับคนอื่น คือ น้ำใจ น้ำคำ น้ำเงิน ต้องมีน้ำใจกับลูกน้อง ถามไถ่ทุกข์สุข ครอบครัวเขาเป็นอย่างไร มีลูกกี่คน ลำบาก หรือสับสนในชีวิตแค่ไหนต้องใส่ใจ มีน้ำใจอย่างเดียวไม่พอ ถ้าเป็นลูกหลานในบ้านคิดแค่ครั้งสองครั้งก็พูดได้ แต่ก่อนพูดกับลูกน้อง ต้องคิดสามตลบ ชมเชยต้องให้คนอื่นได้ยิน ตำหนิต้องเชิญมาให้คำแนะนำกันสองต่อสอง อาศัยฐานของความเมตตาเป็นที่ตั้ง เหนือสิ่งอื่นใด ต้องดูแลเรื่องน้ำเงิน ไม่ใช่เอาแต่พูดจาดีหลอกล่อใช้งานจนหัวปักหัวปำ เป็นทาสในเรือนเบี้ย ทำงานมาหลายสิบปีจนแก่งั่ก ที่นอนยังไม่มีให้ซุกหัว เจ็บป่วยเป็นไข้เงินจะรักษาตัวยามตกทุกข์ก็ยังไม่มี แต่ละปีคุยอวดสื่อกำไรเป็นร้อยล้านพันล้าน กะอีแค่จะเอาเศษเงินหลักล้านมาแบ่งให้ลูกน้องบ้างเถียงกันเป็นปี กลัวสบายน้อยลง

ศาสตร์แห่งการใช้คน ต้องยกให้นักการเมือง สังเกตไหม แม้จะแก่เฒ่า เรียนต่ำเรียนสูงไม่สำคัญ แต่เก่งในเรื่องศิลปะการครองใจคน มีที่ปรึกษาระดับดอกเตอร์ชั้นหัวกะทิ เดินตามหลังเต็มไปหมด การมีคนหนุ่มที่ยอมซูฮกคนแก่ด้วยความนับถือในประสบการณ์ ศรัทธาในคุณธรรม นั่นแหละคือศิลปะการใช้คนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ฟังความแล้วเลยสงสาร เพื่อนพ้องน้องพี่ที่ต้องอยู่ในวังวนของคนที่สักแต่ว่า มีตำแหน่งให้เรียกว่า เจ้านาย จะว่าเป็นเจ้านายป้ายแดง ประเภทมือใหม่หัดขับก็ไม่ใช่ เพราะตัวเลขอายุก็ไม่ใช่น้อย มีประสบการณ์ผ่านงานกันมาแล้วทั้งนั้น แต่เป็นเจ้านายมือไม่ถึงเสียมากกว่า ไม่ถึงทั้งศาสตร์ทั้งศิลป์ และคุณธรรมเบื้องต้น รู้ว่าควรทำอะไรก็ไม่สนใจศึกษา แต่ดิฉันว่า การศึกษายังน้อยกว่า คุณธรรมเบื้องต้นที่มีอยู่ในตัว

คนเราไม่มีหลักธรรมนำทาง คิดเท่าไหร่ ก็เดินเป๋ไปเป๋มา เหมือนแม่ปู ทำอะไรก็เป็นไม้หลักปักเลน เป็นแก่นให้ใครเกาะไม่ได้ ขืนใครไปยึดเข้าก็พากันซวนเซไปหมดอย่างเดียว ขาดภาวะผู้นำอย่างรุนแรง หากเราเป็นลูกน้อง ก็คงยากจะไปจัดการ ต้องให้เป็นการบ้านของผู้บริหารที่สูงกว่า เขาอยากได้องค์กรปู คือเป๋ไปเป๋มา ก็เรื่องของเขา ส่วนเราคนตัวเล็กๆ ก็ต้องหัดคิดเพื่อสุขภาพจิตที่ดีของตัวเองว่า

เจอเจ้านายไม่ดี ถือว่าเรามีโอกาสให้แสวงหา ให้เรียนรู้ ดูเป็นตัวอย่าง แต่ถ้าเจอเจ้านายเข้าท่า ให้ถือว่ามีครูดี ทุกคนต้องเป็นทั้งเจ้านายคนอื่นและเป็นเจ้านายตัวเองทั้งสิ้น ท่านพุทธทาสสอนไว้ ไม่ให้ยึดติดกับสิ่งที่เป็น แต่เมื่อถึงคราวต้องเป็นอะไรก็แล้วแต่ "ต้องเป็นให้เป็น" เมื่อศรัทธาเจ้านายไม่ได้ ก็อย่าปล่อยให้ชีวิตผ่านไปอย่างไร้ความหมาย คนอื่นจะเป็นอย่างไรเรื่องของเขา หันมาทำตัวเองให้น่าศรัทธาก็พอ เวลาของคนเรามีน้อย อย่าต่อสู้และต่อต้านในสิ่งที่เสียเวลา ตัวอย่างมีให้เห็น เลือกเป็นในแบบที่เราศรัทธา วันหนึ่ง เมื่อเราเป็นเจ้านาย ประวัติศาสตร์จะได้ไม่ซ้ำรอยให้ลูกน้องมานั่งนินทาลับหลัง… …แบบที่เรากำลังว่าเขานี่ไง

….ถ้าเจ้านายเก่าเรามาอ่านคงแทบกระอัก…หุหุ…โดนใจดำเต็มๆ โปรดฟังอีกครั้งเราเป็นลูกน้อง ก็คงยากจะไปจัดการ ต้องให้เป็นการบ้านของผู้บริหารที่สูงกว่า เขาอยากได้องค์กรปู คือเป๋ไปเป๋มา ก็เรื่องของเขา ส่วนเราคนตัวเล็กๆ ก็ต้องหัดคิดเพื่อสุขภาพจิตของเราดีก่า ดีแล้วหละที่ออกมา….อีกเรื่องที่ควรจำใส่ใจ "ต้องเป็นให้เป็น" เมื่อใดที่จะเป็นหัวหน้าใครโปรดจำบทเรียนที่ได้มาอย่าให้มันย้อนมาทำร้ายตัวเอง

About multiverses

i am fine
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

3 Responses to อ่านแล้ว…โดนใจเต็มๆ

  1. aui says:

    ขอบคุณค่ะ
    ที่สรรหาบทความดีดี มาให้อ่านกันค่ะ

  2. Panisara says:

    น้องต้น พี่สุมีทั้งลูกน้อง และก็มีเจ้านายด้วย คือเจ้าของกิจการ
    ระหว่างเจ้านายที่เป็นเจ้าของกิจการ กับ พนักงาน มักมองกันคนละด้านเสมอ  
    เจ้านายมักมองแต่ผลประโยชน์อย่างเดียว ส่วนมากไม่ให้ความสำคัญเรื่องของจิตใจ ขวัญและกำลังใจของพนักงาน
    สำหรับตัวพี่ความศรัทธาในตัวเจ้านายปัจจุบันมีน้อย รู้ว่าเขาเป็นแบบไหน บางเรื่องเราไม่ชอบ ไม่เห็นด้วยเอาซะเลย
    แต่เราไม่สามารถไปแก้ที่ตัวเขาได้ เสนอไปเขาจะเห็นด้วยหรือไม่  ถือว่าเราได้ทำหน้าเราแล้ว ยังงัยอำนาจตัดสินใจก็อยู่ที่เจ้าของเงิน  
    แต่เราก็ไม่ซึมซับในส่วนไม่ดีของเขา พยายามทำใจเป็นกลาง แม้บางครั้งจะอึดอัดใจไม่น้อย  
    พยายามมองกันเฉพาะที่งาน เราทำงานให้เขาได้ เค้ายังโอเคกับเราอยู่ ก็ร่วมงานกันต่อไป
    ถึงวันหนึ่งเรารู้สึกไม่เหลือศรัทธา รับไม่ได้ ก็ต้องเดินออกไปเท่านั้นเอง ไม่กลัวกับการเริ่มต้นใหม่ เพราะคิดว่าตัวเองมีศักยภาพพอ
    ในการตัดสินใจเปลี่ยนงานแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับหลายอย่าง แต่ปัจจัยหลัก คือผลตอบแทน และความสบายใจ  
    ส่วนลูกน้องก็มีหลายแบบ แต่ละคนมีข้อดีข้อเสียต่างกัน กับผู้ใต้บังคับบัญชา เราต้องมีทั้งพระเดชและพระคุณ  
    รู้จักใช้คนให้เหมาะกับงาน อย่าคิดเพียงแค่ว่าเราเป็นหัวหน้า ทุกคนเป็นเหมือนเพื่อนร่วมงาน
    หัวหน้าไม่มีลูกน้องช่วยทำงาน งานก็คงไม่สำเร็จลุล่วงได้ ….พี่สุเห็นด้วยกับประโยคนี้….
    "หน้าที่ของเจ้านายหรือหัวหน้างานที่ดี คือช่วยอำนวยความสะดวกในทุกวิถีทางให้ลูกน้องทำงานได้สำเร็จ ติดขัดตรงไหนต้องช่วยจัดการ ไม่ใช่มองข้อเสนอของลูกน้องเป็นข้อกล่าวหา แทนที่จะมองเป็นการแสดงความเห็น กลับกลายเป็นมองว่าพูดเพื่อเรียกร้อง" หากหัวหน้าไม่เข้าใจงาน แก้ปัญหาให้ลูกน้อง เพื่อนร่วมงานไม่ได้ จะมีหัวหน้าไว้ทำไม..จริงมั๊ย  “ชมเชยต้องให้คนอื่นได้ยิน ตำหนิต้องเชิญมาให้คำแนะนำกันสองต่อสอง"  ช่ายเลยจ้า

  3. Who am i says:

    พี่เคยทำงานบริษัทมาหลายที่ก็เจอกับเหตุการณ์หลาย ๆ อย่างที่น้องต้นนำมาเขียนให้อ่านเหมือนกันนะ
    เจอทั้งเจ้านายดี และเจ้านายไม่ดี แต่บางครั้งมันก็ไม่ได้อยู่ที่ตัวเจ้านายอย่างเดียวที่ทำให้พี่
    ไม่สามารถทำงานบริษัทนั้น ๆ ได้นาน เพื่อนร่วมงานก็เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งเหมือนกัน
     
    แต่ตอนนี้พี่เป็นเจ้าของกิจการ มันก็มีปัญหาหลายด้านเหมือนกัน แต่ที่เป็นปัญหามากที่สุด
    ดูเหมือนจะเป็นเรื่องความคิดของคนนี่แหละ นั่นก็คือลูกจ้างเราเอง บางทีพี่ก็ใช้ทั้งศาสตร์ และศิลป์
    ในการปกครองลูกน้อง เหมือนที่น้องต้นแนะนำ แต่ก็ใช้ได้กับคนบางคนเท่านั้น บางคนต้องให้เวลากับเขา
    ให้โอกาสเขามากกว่าคนอื่น มีลูกน้องของพี่คนหนึ่งเขาเป็นคนมีฝีมือ และมีความรวดเร็วในการทำงานมาก 
    แต่เขาไม่รับรู้ถึงความรู้สึกดี ๆ ที่เราได้สอนเขาถึงเรื่องนอกเหนือจากงานที่ทำ เขาก็จะเข้า ๆ ออก ๆ อยู่เรื่อย ๆ
    พอเขาเดือนร้อน โดนเจ้านายจากที่อื่นแกล้ง หรือโดนโกงค่าแรง และปัญหาอื่น ๆ อีกมากมายจากที่เขาเล่าให้ฟัง
    พี่ก็ให้โอกาสเขากลับเข้าทำงานตลอดมา ทั้ง ๆ ที่บางครั้งโมโหมาก ที่เขาออกจากงานโดยไม่บอกลาสักคำ
    พี่ก็คิดว่าความหวังดีของเราที่อยากให้เขาเติบโตด้วยอายุ และเติบโตด้วยงาน และเติบโตด้วยครอบครัวที่ดี ๆ นั้น
    มันคงสร้างให้เขาเป็นบุคคลที่มีความปกติสุขได้ในวันหนึ่ง ซึ่งตอนนี้เขายังตามหามันไม่เจอสักที
     
    บางทีคนอื่นอาจมองว่าพี่เป็นนายจ้างที่บ้างาน บ้าเงิน จนไม่ค่อยดูแลเรื่องสุขภาพตัวเอง
    แต่ใครจะรู้บ้างว่าที่พี่เป็นอย่างว่าน่ะ พี่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองอย่างเดียว พี่ต้องทำเพื่อลูกน้องด้วย
    ถ้าพี่ไม่ทำ ลูกน้องก็ไม่ไม่มีงานทำ และไม่ได้เงินใช้ ลองคิดดูว่า ใครเดือดร้อนมากกว่ากัน?
    ทำไมบางครั้งเราต้องเสียสละความสุขส่วนตัว เพื่องานส่วนรวม ทำไม ทำไม…
     
    บางครั้งก็อยากให้ลูกจ้างคิดเอาใจเขามาใส่ใจเรา เหมือนกันกับที่เราได้คิดกับเขาไปแล้ว
    แต่บางคนอาจคิดเห็นแก่ตัวจนเกินไป โดยไม่ทันได้ฉุกคิดถึงความใส่ใจจากนายจ้าง
     
    จากนายจ้างคนหนึ่ง 
     

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s