สบายดี…หลวงพระบาง

หลังจากที่พวกเรากระหน่ำย้ำอยู่หลายครั้งกับเด็กรถที่มาส่งที่เกสต์เฮ้าส์ว่า "น้องถ้าได้เก้าอี้เสริมพี่ไม่ไปนะ, ถ้าจะต้องมีเก้าอี้เสริมน้องมารับพวกพี่ก่อนพี่เลยนะ" รุ่งเช้าเด็กรถที่แสนน่ารักก็มาบอกว่า "พี่..รถเต็ม" ฮามั้ย แต่ก็ยังเหลือทางเลือกไว้เป็นตัวช่วย "พวกพี่มีกัน 6 คน ถ้าจะไปรถใหญ่ต้องนั่งเก้าอี้เสริม" (อ้าวแล้วมันเกี่ยวอะไรกะการมี 6 คนของพวกตรูเนี่ย) "พี่ไปรถตู้ได้มั้ย แต่ต้องเดินทางเร็วขึ้นครึ่งชั่วโมง ราคารถตู้แพงกว่านะ พวกพี่ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม" เอาวะ…ดีกว่านั่งเก้าอี้เสริม
 
กว่า 7 ชั่วโมงในรถตู้โทรมที่มันถูกลิขิตให้มาเป็นยานพาหนะพาพวกเราเดินทางขึ้นเหนือสู่เมืองมรดกโลกหลายหลวงพระบาง ทำให้ชีวิตในช่วงนั้นสั่นคลอนไม่น้อยประจวบกับความไม่สบายทางกายภาพที่เกิดขึ้นกระทันหัน ทำให้ฉันไม่ค่อยมีอารมณ์สุนทรีย์ระหว่างการเดินทางมากนัก นักท่องเที่ยวหลายคนอาจจะรู้สึกตื้นเต้นกับสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงและเส้นทางเดินรถที่คดเคี้ยวชวนรากแตก แต่สำหรับฉันก็ยังคงเฉยไม่มีอาการใดๆ อาจจะเพราะความคุ้นเคยกับการเดินทางขึ้นแม่ฮ่องสอนหลายต่อหลายครั้ง ในช่วงเวลา 3 ปีของการทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งมันสามารถทำให้ฉันนั่งอ่านหนังสือในรถได้อยากเพลิดเพลิน แต่ความไม่สบายทางกายภาพของฉันนี่หละที่ทำให้สภาพร่างกายดูสะบักสะบอมจากการนั่งคุดคู้อยู่ในรถร่วม 7 ชม. ขอแนะนำว่า ถ้าไม่จำเป็นอย่าดื่มน้ำเยอะระหว่างเดินทาง มิฉะนั้นจะต้องเอ๋ยปากเบาๆเหมือนใครบางคน "อ้ายๆขอแวะเหยี่ยวหน่อย" อย่านึกว่าห้องน้ำนะ ข้างทางเด้อ รถตู้แวะพัก 2 จุด จุดแรกประมาณ 11.00 น. ถ้าไม่หิวก็ไม่ต้องกิน เพราะเดี๋ยวจะแวะอีกที 555 ตอนบ่ายสอง จุดแวะที่สองคาดว่าจะอยู่บนที่อยู่เพราะอากาศเย็นมากๆ
 
และแล้วพวกเราก็มาถึง..หลวงพระบาง พอรถจากรถได้ก็ออกอาการเหวอกันเล็กน้อย แบบจะทำไงกันต่อดีวะ ก่อนจะโดนจู่โจมด้วยบรรดาเกสต์เฮ้าส์ต่างๆ ด้วยอารามมึนเจอไม่ถึง 2 รายก็ตกลงปรงใจเลย แต่ก็นับว่าโชคดีมากๆที่เจอเกสต์เฮ้าส์ที่ดี และคนดูแลที่น่ารักทุกคน ราคาก็ไม่แพง (250 บาท/คืน ห้อง 3 เตียง) สามารถเลือกได้ว่าจะเอาแอร์หรือไม่ ถ้าเอาก็แพงขึ้นมาเกือบเท่าตัว แต่อากาศช่วงนี้เริ่มเย็นแล้วไม่มีแอร์ก็ไม่เดือดร้อน แต่เราต้องออกค่าเดินทางจากที่ขนส่งมาที่เกสต์เฮ้าส์เอง ก็คนละ 20,000 กีบ (แพงนะเพราะอัดกันมาเต็มรถเลยอะ)
 
ที่ตั้งของเกสต์เฮ้าส์ อยู่ในตำแหน่งที่ดี เหมาะสำหรับ backpacker เพราะราคาไม่แพงมากนัก ส่วนใหญ่ถ้ามาทัวร์จะพักโรงแรม หรือเกสต์เฮ้าส์ที่อยู่ติดริมโขงซึ่งราคาก็จะเพิ่มขึ้นสูงมาก เพราะฉะนั้นที่พักที่อยู่ห่างริมโขงออกมาก็จะราคาถูกลง ยิ่งไกลยิ่งถูก บ้านเรือนส่วนใหญ่ในย่านนี้จะถูกแปรสภาพเป็นเกสต์เฮ้าส์ไว้รอรับนักท่องเที่ยว สภาพบ้านเรือนน่าอยู่ มีคนบอกว่าคล้ายๆเมืองเชียงใหม่ในอดีต จุดท่องเที่ยวหลักคงเป็นวัดวาอารามต่างๆ เพราะของเค้ามีเยอะจริง พอเข้าหลายๆวัดเข้าก็เริ่มออกอาการเหมือนกันก็ค่าเข้าครั้งละ 70 บาท (ทีวัดเมืองไทยเข้าฟรีหละไม่ค่อยเข้ากัน ha ha)
 
ถนนสายหลักๆที่เป็นเส้นท่องเที่ยวในหลวงพระบางจะมีเส้นริมโขง (โรงแรมแพงสุด แต่ผู้มีฐานะพักได้สบายๆ เหมือนเทียบกับโรมแรมในเมืองไทย) ถ้ารักจะเป็น backpacker ก็ต้องตะล่อนหาที่พักให้ได้ในราคาถูกเข้าไว้
ถัดออกมาอีก 1 ช่วงตึกจะเป็นถนนเส้นที่สองที่ สองข้างจะเต็มไปด้วยบริษัททัวร์นำเที่ยวต่างๆ สลับกับร้านอาหาร และเกสต์เฮ้าส์ รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวเช่น พิพิธภัณฑ์หลวงพระบาง วัดสำคัญๆที่ปรากฏตามหนังสือท่องเที่ยว ร้านอาหารที่นี่ตกแต่งได้น่ารัก น่านั่ง ช่วงเช้าก็จะมีร้านกาแฟที่ทำให้รู้สึกว่าคล้ายอยู่แถวๆยุโรป (อันนี้ไม่เคยไป อาศัยดูตามภาพยนต์ต่างๆ ไม่ต้องเม้นต์มาแขวะ) ดูรูปเอาแล้วกัน เกสต์เฮ้าส์ที่เราอยู่จะอยู่ที่ถนนเส้นที่สามที่ขนานกับสองเส้นแรก แต่ห่างออกมาอีก 1 ช่วงตึก อาศัยขาก็เดินไปไม่ไกลหรอก พอค่ำก็จะมีตลาดกลางคืนขายอาหารเต็ม ละลานตา ส่วนตรอกเล็กๆที่เชื่อมระหว่าง ถนนริมโขงกะถนนเส้นที่สอง ก็จะมีบรรดาแม่ค้าหอบของมาตั้งขาย คล้ายๆกับถนนคนเดินของเชียงใหม่ ของก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย ที่เยอะก็คงจะเป้นบรรดาผ้าพันคอต่างๆ กะเครื่องเงิน ความหลากหลายต่ำมาก แต่ก็มาเดินกันได้ทุกคืน 555 ได้ปิ่นปักผมมาอันหนึ่งถูกใจสุดๆ นั่งต่อราคากับแม่ค้าอยู่เป็นชั่วโมง จนเค้าไปหาเก้าอี้มาให้นั่ง…มาครั้งนี้มีเพื่อนช๊อป และที่ปรึกษาที่ดีเลยสนุก ทั้งทีไม่ได้อะไรติดมือมาเท่าไร ของฝากที่เป็นของกินดูจะไม่มีเลยในเมืองหลวงพระบางแห่งนี้  
 
สถานที่เที่ยวเอาเป็นว่าจะไม่เล่านะ เพราะว่าก็มีแนะนำตามหนังสือท่องเที่ยวนั้นหละ พวกเราก็ไปกันตามนั้น มีเด่นๆก็คงไปที่น้ำตกกวางสี โดนหลอกอีก 555 ที่เกสต์เฮ้าส์แนะนำทริปนี้ ราคาหลายหมื่นกีบนะ มารับหน้าที่พักก็นึกว่าจะรวมอะไรเบ็ดเสร็จ ที่ไหนได้ ฉะช่า….ค่ารถอย่างเดียว เพ้….แต่ไปถึงแล้วนี่จะไม่เข้าก็ไม่ได้ 555 ค่าโง่ ไม่แพง…แต่แค้น น้ำตกก็มีความสวยอยู่ในระดับ 3.5 ดาว แต่การจัดสถานทีและความสะอาด ดีกว่าเมืองไทยมาก สรุปถ้าไม่เคยไปก็ไปเถอะ ขากลับเค้าจะแวะที่หมู่บ้านชาวเขา ความชาชินกับแม่ฮ่องสอนก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกแปลกตาแต่อย่างใด ขำตรงที่บริเวณที่รถจอดจะมีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆมานั่งเรียงแถวกันขายสายรัดข้อมือ เวลาที่นักท่องเที่ยวหัวดำเดินมาก็จะมีเสียงเซ็งแซ่ "สวยๆ 2000 กีบ" (ออกเสียงเพี้ยนแบบพูดไทยไม่ชัด) แต่พอนักท่องเที่ยวหัวทองเดินผ่านขบวนเด็กเหล่านี้จะร้องขึ้นว่า"beautiful five thousand" เฮ้ย มันเปลี่ยนโหมดได้ด้วย! สุดยอก
 
ต่อมาเรื่องอาหารการกิน พวกเราใช้ชีวิตอยู่ในหลวงพระบาง 3 คืน ขอเน้นที่อาหารเย็นเพราะเป็นมื้อใหญ่ที่สุด ส่วนเช้ากะบ่าย ก็หมดไปกะไม่กี่เมนู ของข้าวเปียก (ข้าวต้ม) บาเต้ ไข่กะทะ กะเฝอ มื้อเย็นแรกในเมืองหลวงพระบางเป็นอะไรที่สับสนในชีวิตที่สุด เริ่มตั้งแต่เดินหาร้านกันแล้ว เน้นความเป็นลาว ก็คือต้องเป็นส้มตำ ต่อด้วยบรรยากาศริมโขง ก็เดินกันเข้าไปจากที่พักเดินมาถึงริมโขงก็ยังสนุกตื่นเต้นอยู่ ซื้ออาหารแห่ยแมงกินฟันเล่นบ้างตามข้างทาง จนถึงเส้นถนนริมโขงจะไปซ้าย หรือขวาก่อนดี เดินไปมาหลายรอบไม่ได้ร้านที่ถูกใจ เนื่องจากผิดคอนเซ็ปที่ข้างไว้ ร้านส่วนใหญ่มีไว้รองรับนักท่องเที่ยว ดังนั้นราคากะหน้าตาจึงดูขัดแย้งกัน แต่พอเหนื่อยก็คงต้องตัดสินใจ เลือกที่เห็นว่าพอไปได้แต่บรรยากาศไม่ได้ใจ ไม่ท้องถิ่นพอพออาหารมารสชาดก็ไม่ได้เรื่องอีก กินไปได้ไม่นานเริ่มทนไม่ได้ พอ…พอ…เถอะ ออกๆ กินไม่ถึงครึ่งท้อง เดินหาอะไรข้างทางกินต่อดีกว่า มื้อแรกผ่านไป แบบที่มีคนต้องขอจบลงที่ผับเล็กๆ ข้างที่พัก กะ ค็อกเทลหร่อยๆก่อนนอน เพื่อให้รู้สึกว่าวันนี้ก็ยังมีดีอยู่บ้าง คืนที่สองตั้งตัวใหม่หลังจากส่งทีมงานไปตีซี้กะคนดูแลเกสต์เฮ้าส์ "บุญคง" กะแฟนที่ชื่อ "แฟน" แบบเนียนสุดๆ เราก็ได้มื้อเย็นที่อร่อยและหลากหลาย เริ่มด้วยไปซื้ออาหารที่ตลาดค่ำที่มีแต่อาหารท้องถิ่นจริงๆ ใส่ถุงมา ใครอยากกินอะไรซื้อ ราคาถูกมาก กับข้าวถุงละ 10 บาท ได้อาหารแปลกๆมาอื้อ แล้วพากันหอบกลับมาที่เกสต์เฮ้าส์มาขอยืมจาน บริเวณหน้าเกสต์เฮ้าส์จะมีโต๊ะไม้ใหญ่ๆ กะ เก้าอี้รับแขก พวกเราก็เนียนสุดขอยืมจานต่างๆที่เค้าก็ใจดี ขนออกมาให้ยืม ไม่พอก็ยังไม่ยืมข้างบ้านมาอีก รู้สึกเหมือนมาเที่ยวบ้านเพื่อนมากกว่า เดินเข้า เดินออกทุกส่วนของบ้านได้ กินเสร็จก็เอาไปล้างด้านหลังเอง ด้วยความที่เข้ากับคนง่ายจึงทำให้สนิทกับคนดูแลอย่างรวดเร็ว กินเสร็จ ล้างจานเสร็จก็ออกมานั่งแทะเมล็ดลูกเดือยที่กำลังเป็นที่ฮิตของคนหลวงพระบาง ไปที่ไหน ถังขยะใบไหนต้องมีซากเปลือกเมล็ดลูกเดือย เพราะช่วงที่ไป (เดือนตุลาคม) เป็นหน้าที่ลูกเดือยออกพอดี เพราะฉะนั้นใครไม่กินถือว่าไปไม่ถึง บุญคงบอกว่าพวกพี่นี่ดีนะคุยสนุกดี อาจจะเป็นเพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ ร่วมทั้งคนไทยที่ไปพัก เห็นเกสต์เฮ้าส์เป็นแค่ที่พัก เช้าออกไปเที่ยว เย็นกลับมาเก็บของ ออกไปหาอะไรกิน แล้วก็กลับมานอน แต่พวกเราก็เห็นเป็นที่พักนั้นหละแต่เช้าออกไปเที่ยว เที่ยงแวะกินส้มตำริมถนน (ร้านที่บุญคงบอกว่าอร่อยนักหนา ก็ไปสั่งกินซะเกือบเกลี้ยงร้าน) เหนื่อย แวะกลับไปนอนเล่นที่เกสต์เฮ้าส์ นั่ง (นอน)กันอยู่ตรงที่รับแขกนั้นหละ ห้องมีแต่ไม่ขึ้น หายเหนื่อยก็ออกไปหาอะไรทำต่อ เลยทำให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีระหว่างกัน ส่วนมื้อเย็นวันสุดท้ายก็หมดไปกับร้านอาหารข้างทาง ลองให้ครบทุกรูปแบบพยายามเดินออกไปจากจุดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเพราะต้องการเห็นความเป็นท้องถิ่นของที่นี่ ก็เจอบ้างไม่เจอบ้าง ฮากันไป ไปเจอ บริษัทการบินลาว ไปรษณีย์ลาว ธนาคารลาว (พยายามไปขอแลกแบงค์เพื่อเป็นของฝาก แต่ได้แบงค์เก่าสุดๆเลย) แต่ที่น่าเสียดายคือไม่ได้ไปเที่ยวเธคลาวที่เค้าว่ากันลาว ท่าเต้นของคนลาวสุดยอด ไว้มีโอกาสคราวหน้าไม่พลาดแน่
 
เย็นวันสุดท้ายที่หลวงพระบาง ระหว่างนั่งเล่นที่ม้าหินหน้าร้านพร้อมกับนั่งแทะเมล็ดลูกเดือยที่แม่ค้าหาบเร่เดินผ่าน กำลังแทะกันอย่างเมามันได้ที บุญคงก็พานักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่มา คนไทยแน่นอน พอเค้าลงจากรถสายตาก็ปราดมาที่กลุ่มเราที่ก็คงเริ่มแต่งตัวบ้านลงทุกที แล้วก็ถามกันว่า พวกเค้ากินกันได้ยังไงเนี่ย สายตาดูออกแววประหลาดใจกับการกินอาหารพื้นบ้านที่แสนอร่อย แล้วก็พูดอะไรกันสักอย่าง พวกเราก้เริ่มรู้แล้วว่าเค้าต้องคิดว่าเราเป็นคนที่นี่อย่างแน่นอน ก็เลยเปิดฉากว่า "ลองกินมั้ยคะ" เท่านั้นหละวงแตก "อ้าว..คนไทยหรือ นึกว่าคนหลวงพระบาง" นั้นอยู่ไม่กี่วันเอง แต่ขอบอกว่าคนหลวงพระบางหน้าตาดีมาก ทั้งผู้หญิง และผู้ชาย หน้าตาออกไปทางคนจีน และเวียตนาม หน้าไม่แบนเหมือนคนลาวที่อยู่ทางใต้
 
สุดท้ายก็คงจบลงอย่างไม่สวยถ้าไม่ได้เล่าถึงพาหนะสุดท้ายที่นำเราออกจากหลวงพระบาง Speed Boat ครับท่าน พวกเราเลือกเดินทางจากหลวงพระบางมาที่ห้วยทราย (ฝั่งลาว) เพื่อจะข้ามมายังเชียงของ (ฝั่งไทย) ที่จ.เชียงราย การเดินทางจะต้องใช้เรือล่องไปตามแม่โขง ถ้าไปเรือช้าต้องใช้เวลา 2 วัน โดยแวะค้างคืน 1 คืน แต่ Speed Boat ใช้เวลาแค่ 1 วัน (7 ชั่วโมง) เนื่องจากไม่มีเวลามากพอจึงต้องเลือกเรือเร็ว แต่ก็ประสบอุปสรรคหลายอย่างกว่าจะลงตัว แต่ที่สำคัญคือพอไปถึงท่าเรือก็ตอ้งร้องออกมาดังๆ "หา…..เรือหางยาว เนี่ยนะ" กว่ามันจะยอมออกเรือก็วุ่นวายเอาเรื่อง นั่งมากัน 5 คน (ทีมงานลานั่งเครื่องกลับเชียงใหม่ไปก่อน 1 คน) ก็อึดอัดพอประมาณ อากาศก็เย็นนั่งไปชั่วโมงกว่าๆก็เริ่มทนไม่ไหว ประโยคเดิมจึงดังขึ้น "อ้ายๆ ขอแวะเหยี่-วหน่อย" พอเรือเทียบฝั่ง ไม่รู้เป็นพื้นที่เพาะปลูกของใคร (คนริมโขงเค้าจะมีการทำเกษตรบริเวณริมชายฝั่ง) ก็วิ่งกันทรายปลิว เดินไปตามทางควาย โซนใครโซนมัน 555 นี่หละชีวิต พอแดดออกอากาศหายเย็นก็ดีขึ้น ไม่ปวดท้องบ่อยนัก แต่ความร้อนที่มันเผาหัวนี่สิ เอาเรื่อง เค้าก็มีหมวกกันน็อคให้ใส่ แต่มันดูแปลกๆ เลยไม่เอาดีก่า จนเที่ยงแวะพักกินอาหารกันที่แพพัก อาหารไม่น่ากินสุดๆ ดีที่สั่งบาเต้ติดตัวมา นั่งรอเรือออกอีกครั้ง แต่เกิดอะไรขึ้น คนเรือย้ายของกันใหญ่ อะไรของมันกว่าจะรู้ตัวมันก็เคลื่อนมวลของๆพวกเรามารวมที่เรืออีกลำ พร้อมกะอัดคนมาเพิ่มอีก 3 คน เฮ้ยจะบ้าหรือ 5 คนก็จะแย่นี่ 8 คน นั่งชันเข่าตลอดทาง มีคำถามด้วยความโมโห & ประชด "ทำไมไม่ยัด 8 มาจากที่หลวงพระบางเลยอะ" มันตอบว่า "สมาคมท่าเรือไม่อนุญาต" อ้าวอย่างนี่มันก็ผิดกฏดิ ดูมันทำ กว่าจะมาถึงท่าเรือเล่นเอาขาแทบพิการ พอเห็นธงชาติไทยโบกสะบัดที่ริมฝั่งก็รู้สึกรักประเทศชะมัด "รักเธอ..ประเทศไทย" "สบายดี…หลวงพระบาง" 
 
สรุปค่าใช้จ่ายในหลวงพระบาง
ค่าเดินทาง วังเวียง – หลวงพระบาง (รถตู้) ราคา  บาท
ค่าที่พัก 250 บาท/ห้อง/คืน (เรือนพัก จิตลัดดา)
อาหารเช้า (วนเวียนระหว่างบาเต้ กะ ข้าวเปียก) ราคา ประมาณ 20,000 กีบ
อาหารกลางวัน (มักจะเป็นเฝอ) ราคาประมาณ 20,000-30,000 กีบ
อาหารเย็น ขึ้นกับคุณภาพอาหาร
ค่าปี้ (ตั๋ว)ชมวัด 20,000 กีบ
ค่าปี้ (ตั๋ว)ชมพิพิธภัณฑ์ 30,000 กีบ
ค่าปี้ (ตั๋ว)ชมน้ำตก 20,000 กีบ
ค่ารถไปน้ำตก 60,000 กีบ
ค่าเดินทางภายในเมือง 0 บาท (เพราะใช้ 2 เท้าย่ำไปทุกที ไม่มีแม้ค่าเช่าจักรยาน)
สรุป ทริปนี้อยู่ในวงเงินไม่เกิน 6,000 บาท (ไม่ได้รวมค่าเครื่องบินไป-กลับ)
ปล. ยาวหน่อย เพราะเรื่องเยอะ
  

About multiverses

i am fine
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

2 Responses to สบายดี…หลวงพระบาง

  1. Kra Tae says:

    โอ้ว! ในที่สุดก็กลับมาถึงเมืองไทยจนได้ ลุ้นจนเหนื่อย แต่ที่น่าลุ้นที่สุดก็ตรง speed boat นี่แหละ ครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว เสียวไม่เสียวไม่รู้ รู้แต่ว่าคนนั่งข้างๆ รีบคว้าชินบัญชรมาท่องตลอดทาง (ธรรมดาอยู่บ้าน ไม่เห็นมันจะขยันอย่างนี้เลย) ทริปหน้าไปไหนดี คินาบาลู หรือฮานอย ที่แน่ๆ ช่วงนี้ขอเก็บตัวเก็บตังค์ก่อนเน้อ

  2. ต้นไม้ใต้จักรวาล says:

    คนเขียนลุ้นกว่าอีก นึกว่าจะไม่รอดแล้วพยายามไม่แทรกเรื่องอื่นมา ความจริงน่าจะเขียนอีกสักตอนดีปะ กาพย์เห่เรือ (ล่องน้ำโขง)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s